วันเสาร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เลนส์กล้องฟีลม์ กับ ดิจิตอล ต่างกันอย่างไร

สิ่งสำคัญที่ต้องรู้ ข้อแตกต่างระหว่างเลนส์ที่ใช้กับกล้อง ฟีลม์ กับ ดิจิตอล ต่างกันก็คือ
ดิจิตอล ราคาถูก และ ขนาดเล็กลงครับ

อย่างไรก็ตาม
เราก็ยังเอาเลนส์สำหรับกล้องฟิล์มมาใช้กับกล้องดิจิตอลตัวคูณได้อยู่นะครับ
แต่จะเอาเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลมาใส่กับกล้องฟิล์ม หรือ กล้องฟูลเฟรมไม่ได้ครับ (กล้องฟูลเฟรม คือ กล้องที่มีเซนเซอร์ใหญ่เท่าฟิล์ม คือ 5D กับ 1Ds)

(สาเหตุที่เอาเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลมาใส่กล้องฟิล์มไม่ได้ก็เพราะ มันจะมีภาพแค่ในบริเวณกรอบสีแดงน่ะครับ...บริเวณขอบภาพจะดำหมดเลย...เรียก ว่าติดขอบดำครับ...นอกจากนั้น ถ้าเป็นเลนส์สำหรับกล้องดิจิตอลของ Canon (รหัส EF-S) ตูดเลนส์จะยื่นเข้าไปในบอดี้มากกว่าปกติ...ซึ่งตูดเลนส์ที่ยื่นออกไปนี้จะไป ขวางกระจกสะท้อนภาพไว้ ทำให้กระจกสะท้อนภาพยกขึ้นไม่ได้และถ่ายภาพไม่ได้ครับ)

ซึ่งเลนส์ทุกตัว ถ้าเอามาเสียบกับกล้องดิจิตอลตัวคูณ (ของ Canon)
ความยาวโฟกัสจะถูกคูณด้วย 1.6 ทุกตัวครับ
(บางคนสับสนว่าเลนส์สำหรับดิจิตอลไม่ต้องคูณ...จริงๆต้องคูณทุกตัวนะครับ)

ที่ต้องคูณเพราะ ขนาดเซนเซอร์มันเล็กลง ภาพที่ได้จึงเสมือนว่าถูกซูมเข้าไปอีกนิดนึงครับ เช่น จาก 50 กลายเป็น 80 เป็นต้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น มันไม่ใช่การซูมจริงๆนะครับ มันเป็นแค่การ crop ภาพตรงกลางมาเท่านั้นเอง

ถ้าเป็นเลนส์ Canon จะมีรหัสนำหน้า 2 แบบคือ
EF...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
EF-S...ใช้ได้กับกล้องตัวคูณเท่านั้น

ถ้าเป็นเลนส์ Sigma จะเขียนรหัสต่อท้ายเลนส์ไว้คือ
DG...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
DC...ทำมาเพื่อกล้องตัวคูณเท่านั้น เอาไปใช้กับฟิล์มหรือฟูลเฟรมได้ แต่จะติดขอบดำ

ถ้าเป็นเลนส์ Tamron จะเขียนรหัสต่อท้ายเลนส์ไว้เหมือนกันครับ คือ
DI...ใช้ได้กับฟิล์มและดิจิตอลรวมทั้งฟูลเฟรม
DI II...ทำมาเพื่อกล้องตัวคูณเท่านั้น เอาไปใช้กับฟิล์มหรือฟูลเฟรมได้ แต่จะติดขอบดำ

รูรับแสง ตอนที่3

วันนี้เรามาเล่นคำนวนซะหน่อยนะ

จากตอนที่แล้ว
เลนส์จะมีค่า f อยู่ 2 แบบครับ คือ

- f ที่กว้างสุดของเลนส์คงที่ตลอดช่วงซูม
- f ที่กว้างสุดของเลนส์เปลี่ยนไปตามช่วงซูม

ซึ่งเลนส์ดีๆ มักจะมี f กว้างสุดคงที่ตลอดช่วงซูมครับ เพราะว่าทำให้ค่าแสงไม่เปลี่ยนเมื่อทำการซูมเพื่อจัดองค์ประกอบภาพ เช่น 70-200 f/2.8

ส่วนเลนส์ที่มี f กว้างสุดเปลี่ยนไปตามช่วงซูม จะเป็นเลนส์ที่ยิ่งซูมรูยิ่งแคบลงครับ เช่น 18-200 f/3.5-6.3 หมายถึง เริ่มที่ 18mm จะให้ f กว้างสุดที่ f/3.5 และเมื่อซูมไปเรื่อยๆ ค่า f ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ(รูแคบลง) จนถึงที่ 200mm จะให้ f กว้างสุดแค่ที่ f/6.3 ครับ...ข้อเสียของเลนส์แบบนี้คือ ภาพที่เห็นในช่องมองภาพจะมืดลงเรื่อยๆเมื่อซูม และ shutter speed จะลดลง และมีโอกาสที่ภาพจะเบลอจะมากขึ้นครับ

...................................................................................

ค่า f-number นี้ เราสามารถปรับลดลงได้นะครับ บางคนอาจคิดว่า ถ้าชั้นซื้อเลนส์ f/2.8 คงที่ตลอดช่วงซูมมา ชั้นก็ถ่ายที่ f/8 หรือ f/22 ไม่ได้น่ะซิ...อันนี้ปรับได้นะครับ...เพราะค่า f ที่เค้าบอกคืือค่า f กว้างสุดนะครับ (ย้ำจนไม่รู้จะย้ำยังไง) มันปรับแคบลงได้

...................................................................................

f-number ของเลนส์จะเป็นเลขแปลกๆ...ซึ่งที่มาของมันมาจากการคำนวณพื้นที่วงกลมที่ เพิ่มขึ้นทีละ 1 เท่าครับ...ผลจากการคำนวณส่งผลให้ความกว้างของเลนส์ (เส้นผ่านศูนย์กลางของหน้าเลนส์) ที่เพิ่มขึ้นทีละ รูท2 เท่า (ประมาณ 1.4) จะทำให้พื้นที่รับแสงของเลนส์มากขึ้น 1 เท่าครับ

ลำดับการเรียงจะเป็นดังนี้ครับ

ทีละ 1 stop
1--1.4--2--2.8--4--5.6--8--11--16--22--32
(สังเกตว่าคูณเลขตัวแรกด้วย 1.4 จะได้เลขถัดไป)

ทีละ 1/3 stop
1--1.1--1.2--1.4--1.6--1.8--2--2.2--2.5--2.8--3.2--3.5--4--4.5--5.0--5.6--6.3--7.1--8--9--10--11--13--14--16--18--20--22

รูรับแสง ตอนที่2

ถ้าสังเกตุชื่อของเลนส์เช่น
Cannon 17-50mm F2.8
Cannon 18-55mm F3.5-5.6
ต่อจากช่วง จะมี f-number บอกด้วย...มันคือ รูรับแสงกว้างสุดของเลนส์ตัวนั้น ครับ

f มาก รูแคบ
f น้อย รูกว้าง

เลนส์ที่มี f น้อยๆ (รูกว้าง) เช่น f/1.2, f/1.4, f/1.8, f/2, f/2.8 ราคามักจะแพงครับ เพราะชิ้นเลนส์จะใหญ่ขึ้น และเปิดให้แสงเข้าได้มาก เวลามองจากช่องมองภาพ จะเห็นภาพชัดและสว่าง และจะทำให้กล้องโฟกัสได้ดีขึ้นครับ และยิ่ง f กว้างมากขึ้นแบบผิดปกติเมื่อไร ราคาจะเริ่มทวีคูณเพราะการออกแบบเลนส์จะยากขึ้นมากและคุณภาพจะเริ่มเข้าสู่ ระดับความบ้าคลั่ง เช่น 85 f/1.8 กับ 85 f/1.2L ที่รูรับแสงต่างกันแค่ 1 stop แต่ราคาต่างกันเกือบ 7 เท่าครับ...แต่อย่างไรก็ตาม การที่เลนส์ f กว้างๆ ราคาแพงมหาศาลขนาดนั้น มักไม่ได้มาจาก f กว้างอย่างเดียว แต่มักมาจากหลายๆอย่าง เช่น คมขึ้น สีสันคอนทราสต์ดีขึ้น ระบบการโฟกัสดีขึ้น การประกอบดีขึ้น ควบคุมแสงแฟลร์/แสงฟุ้งได้ดีขึ้น เป็นต้นครับ...เมื่อรวมๆกันหลายๆอย่าง ราคาจึงแพงขึ้นมากๆครับ

เลนส์แบบต่างๆ

เลนส์แต่ละชนิดส่วนใหญ่จะแบ่งจากช่วง mm ของตัวมันครับ
ซึ่งก็คือ ความยาวโฟกัส ครับ (หน่วยเป็น มิลลิเมตร-mm)
ความยาวโฟกัสของเลนส์ที่แตกต่างกันจะให้ลักษณะภาพที่ต่างกันครับ โดยแบ่งคร่าวๆได้ดังนี้ครับ

ความยาวโฟกัสน้อยๆ (ประมาณไม่เกิน 28) จะเรียกว่าเลนส์ไวด์ คือกว้าง ถ่ายเห็นทั้งภูเขา
ความยาวโฟกัสกลางๆ (ประมาณ 28-70) จะเรียกว่าเลนส์นอร์มอล คือ เท่าๆสายตามนุษย์ เพราะสายตาคนเรามีความยาวโฟกัสประมาณ 50mm ครับ
ความยาวโฟกัสมากๆ (ประมาณ 70 ขึ้นไป) จะเรียกว่าเลนส์เทเล พูดง่ายๆก็คือ ซูมไกลๆนั่นเองครับ

ซึ่งลักษณะของมันก็แบ่งเป็น 2 แบบคือ
เลนส์ที่ปรับช่วงได้เราเรียกเลนส์แบบนี้ว่าเลนส์ซูมครับ
16-35mm F2.8
18-55mm F3.5-5.6
17-85mm F3.5-5.6
70-200mm F4
เหล่านี้คือเลนส์ซูมทั้งสิ้นครับ
เลนส์ซูมมักเป็นที่นิยมของตากล้องทั่วไป เพราะสามารถเปลี่ยนความยาวโฟกัสได้ด้วยการซูม ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน เช่น 17-85ที่สามารถ่ายกว้างก็ได้ ถ่ายเจาะก็ได้...ข้อเสียมีบ้างคือบางตัวมีรูรับแสงไม่กว้างนัก (อย่าเพิ่ง งง อ่านต่อไปเดี๋ยวเจอ) และราคามักจะแพงกว่าเลนส์ที่ซูมไม่ได้ที่ความยาวโฟกัสเดียวกัน

อีกอย่างคือ Prime หรือ Fixed ก็คือเลนส์ที่มีระยะเดียวเช่น
28mm F2
50mm F1.4
85mm F1.8
เลนส์ Fixed ใช้งานยากกว่าเลนส์ซูม เพราะซูมไม่ได้ หากต้องการจัดองค์ประกอบภาพ ต้องเดินเข้าเดินออกเอาเอง หรือถ้าอยากเปลี่ยนความยาวโฟกัสก็ต้องเปลี่ยนเลนส์ ขณะที่เลนส์ซูมแค่หมุนเอาก็เสร็จแล้ว...ถามว่าใช้งานยุ่งยากแบบนี้แล้วมันมี ดีอะไร...มีดีคือเลนส์ Fixed มักจะให้ภาพที่คุณภาพดีกว่าเลนส์ซูมมาก และรูรับแสงก็ยังกว้างมากด้วย (อาจกว้างกว่าเลนส์ซูมที่ความยาวโฟกัสเดียวกันถึง 2 stop) ในขณะที่ราคาค่อนข้างถูกกว่าเลนส์ซูม...ถ้านับเฉพาะความคม เลนส์ Fixed ถูกๆบางตัวอาจคมกว่าเลนส์ซูมที่ราคาแพงกว่า 5-10 เท่าได้ เช่น 50 f/1.8 ที่คมกว่า 17-85 f/3.5-5.6 IS...เลนส์ Fixed จึงค่อนข้างเป็นที่นิยมในกลุ่มช่างภาพมือโปรที่ต้องการคุณภาพสูงสุดซึ่งไม่ เกี่ยงการเปลี่ยนเลนส์ หรืออาจใช้ในการถ่ายใน Studio ที่ระยะการถ่ายค่อนข้างตายตัว


วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

รูรับแสงของเลนส์

ขนาดของช่องรูรับแสงของเลนส์ จะบอกได้ว่าเลนส์ตัวนั้นสามารถเปิดรูรับแสงได้กว้างเท่าไหร่
โดยจะมีผลต่อการถ่ายภาพ 2 ประการคือ
1. ทำให้แสงสว่างผ่านเลนส์เข้าไปในกล้องได้มากขึ้น ทำให้ใช้ความเร็วชัตเตอร์ได้สูงขึ้น
2. การตั้งช่องรับแสงเล็กจะได้ภาพที่มีช่วงความชัดมาก ในทางตรงกันข้ามถ้าตั้งช่องรับแสงขนาดใหญ่ภาพที่ได้ช่วงความชัดจะน้อยลงไป
เพราะฉะนั้นการนำขนาดรูรับแสง กว้าง หรือแคบมาใช้ในการถ่ายภาพเช่น

ภาพวิวเราคงอยากถ่ายให้ชัดๆ คมๆ ทั้งภาพเราก็ใช้รูรับแสงที่แคบๆ

ภาพบุคลหรือต้องการเน้นตัวแบบ Subject เราก็ใช้รูรับแสงกว้างๆ
ทั้งนี้ก็จะต้องสำพันธ์กับความเร็วชัตเตอร์ด้วยครับ

ระยะของเลนส์



จากรูปเราจะเห็นหลักการทำงานของแสงผ่านเลนส์ไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยความยาวโฟกัส(ระยะ f ในรูป) ก็คือระยะห่างระหว่างตัวเลนส์กับวัสดุรับภาพของกล้องนั่นเอง โดยถ้าเราพิจารณาจากภาพก็จะเห็นได้ว่า ยิ่งค่า f มากขึ้นเท่าไหร่(ยิ่งเลนส์ห่างจาก CCD เท่าไหร่) มุมของภาพก็จะนิ่งแคบลงเท่านั้น
เลนส์ถ่ายภาพใดก็ตามที่มีความยาวโฟกัสของเลนส์ ยิ่งยาวยิ่งทำให้มุมของการถ่ายภาพแคบ และ ช่วยย่นระยะของทางที่มองเห็นให้ใกล้เข้ามา เลนส์ดังกล่าว ซึ่งได้แก่เลนส์ถ่ายไกล(Telephoto Lens) เป็นต้น นอกจากนี้เลนส์ที่มีความยาวโฟกัสแตกต่างกัน นอกจากสร้างผลทางภาพให้มีขนาดต่างกันแล้ว ยังสร้างผลของช่วงความชัดให้มีความแตกต่างกันอีกด้วย โดยความยาวโฟกัสยิ่งยาวมาก ช่วงความชัดยิ่งสั้นลง ตรงกันข้าม ถ้าความยาวโฟกัสยิ่งสั้นมาเท่าใด ช่วงความชัดของภาพจะมีมากขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสรุปได้ว่าความยาวของโฟกัสของเลนส์มีผลต่อการถ่ายภาพ 2 อย่างคือ
1. ทำให้มุมของภาพ กว้างหรือแคบได้
2. ทำให้ช่วงความชัดมีมากหรือน้อยลงได้

เรื่องของเลนส์

ว่ากันเรื่องกล้องแล้วมาดูเลนส์กันบ้างครับ

เลนส์คือวัตถุที่ทำจากแก้วชนิดดีมีลักษณะกลม ผิวเรียบ แบ่งได้ 2 ชนิด คือ เลนส์นูนและเลนส์เว้า ใช้ทำหน้าที่รับภาพและรับแสงจากภายนอกตัวกล้องไปยังวัสดุรับภาพ(CCD ในกล้องดิจิตอล) โดยเลนส์ของกล้องถ่ายภาพจะมีหลายชนิดหลายช่วงการใช้งาน ทั้งนี้เพื่อให้เหมาะสมกับการที่จะนำไปใช้ในงานแต่ละประเภท

ก่อนที่จะกล่าวถึงคุณสมบัติของเลนส์ ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับเลนส์ก่อนว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง โดยปกติทั่วไปเราคงเคยได้ยินชื่อของเลนส์ เช่น เลนส์ 28 มม. เลนส์ 70-300 มม. เป็นต้น โดยตัวเลขเหล่านี้คือขนาดของความยาวโฟกัส หรือความยาวระยะชัด (Focal Lenght) ช่วงความยาวนี้มักจะเขียนไว้ที่ขอบตัวเลนส์ เพื่อที่จะแสดงให้ผู้ที่จะใช้เลนส์ได้มีความสะดวกในการเลือกใช้งาน ความยาวโฟกัสของเลนส์นี้จะมีตัวเลขบอกความยาวไว้ มีหน่วยเป็นมิลลิเมตรหรือนิ้ว ครับ